ค้นหาหนัง

Imperiumอ | สายลับขวางนรก

Imperiumอ | สายลับขวางนรก
เรื่องย่อ : Imperiumอ | สายลับขวางนรก

FBI มือใหม่ Nate Foster (Daniel Radcliffe จาก Harry Potter) ได้รับมอบหมายจาก Angela Zamparo (Toni Collette จาก The Sixth Sense) ให้ไปเป็นสายลับแทรกแซงเข้าไปในแก๊งอารยันสกินเฮดของ Vince (Pawel Szajda) ซึ่งเป็น นีโอนาซี เพื่อเข้าไปถึง Dallas Wolf (Tracy Letts) นักจัดรายการวิทยุและเขียนหนังสือปลุกพลัง Racist และหยุดการวางแผนก่อการร้าย ทั้งนี้เขายังได้รู้จักกับกลุ่ม White Nationalists ใต้ดินของ Andrew (Chris Sullivan) และกลุ่มไร้ผู้นำอย่าง Gerry (Sam Trammell) ด้วย

IMDB : tt4781612

คะแนน : 5



จริง ๆ แล้วชาตินิยม (Nationalism) และสงครามเผ่าพันธุ์ (Race Wars) มีมาตั้งแต่บรรพกาลแล้ว เช่น การล่าอาณานิคมของจักรวรรดิโรมัน หรือพวกนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ถึงแม้ Julius Caesar กับ Adolf Hitler จะลาโลกไปนานแล้วก็ตาม ชื่อเสียงและแนวคิดก็ยังคงหยั่งรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้ Racism อาจเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง แต่ก็รุนแรงไม่ต่างจากสมัยโน้น แถมยังพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง และเชื่อมโยงไปถึงการก่อการร้าย (Terrorism) หรือกลุ่มหัวรุนแรง (Extremism)

แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ทุกคนจะมุ่งไปที่กลุ่มมุสลิมก่อนใคร ทั้งที่บางคนที่ดูเหมือนจะรุนแรงแท้จริงแล้วเขาก็ไม่มีอะไรเลย บ่อยครั้งไปที่ผู้ก่อเหตุจริง ๆ คือคนผิวขาว หรือคนผิวขาวบางคนก็หัวรุนแรงกว่าพวกอิสลามบางคน (อืม ดูแล้วก็อดนึกถึง Donald Trump) ซึ่งก็เป็นที่น่าสังเกตเหมือนกันว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดโดยคนผิวขาวมักไม่ค่อยถูกประโคมให้เป็นประเด็นใหญ่เท่าเหตุที่กลุ่มมุสลิมหรือคนผิวสีกระทำ

หนัง Imporium จะนำพาคนดูไปสังเกตการณ์ความคิดและพฤติกรรมของกลุ่ม nationalist และ racist หลายรูปแบบ ทั้งกลุ่มสกินเฮดที่ระรานคนผิวสีไปเรื่อย, กลุ่มใต้ดิน, จนถึงกลุ่มที่มีการศึกษาและพื้นฐานครอบครัวที่ดี ผ่านสายตาของ FBI หนุ่มหน้าใหม่ (Daniel Radcliffe) ซึ่งดูเหมือนไอคิวและสกิลของเขาจะได้รับการยอมรับมากกว่าตอนที่เขาเป็น FBI เสียอีก

ต้องบอกก่อนว่า ถึงแม้ชื่อไทยของหนังเรื่องนี้จะชื่อว่า “สายลับขวางนรก” และพระเอกของเรื่องนี้จะเป็น FBI แต่เขาก็ไม่ได้เป็นขาบู๊เหมือนพระเอกที่เป็น FBI ในเรื่องอื่น ๆ เพราะในเรื่องนี้ Daniel Radcliffe มีฉากแอ็คชั่นแทบเป็นศูนย์

ส่วนใหญ่หนังเน้นบทสนทนา ใช้ไหวพริบหรือ IQ และทักษะการเข้ากับผู้อื่น (ส่วนหนึ่งก็เรียนรู้เพิ่มเติมจากหนังสือ How to Win Friends & Influence People ของ Dale Carnegie) ในการไปเป็นหนอนของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ดังนั้นความสนุกคือการลุ้นแทนพระเอกว่า จะถูกสงสัยหรือเปล่า จะถูกจับได้หรือเปล่า รวมถึงการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการเอาตัวรอดและวาทศิลป์ของเขาที่ฉลาดอย่างน่าทึ่ง

ซีนเปิดเรื่อง มี quote ของ Hitler ขึ้นหราว่า “Words build bridges into unexplored regions.” ซึ่งบางคนอาจจะตกใจที่คำพูดนี้คือคำพูดจากปากของ Hitler หนึ่งในบุคคลอันตรายที่สุดตลอดกาลของโลก แต่ถ้าใครเคยอ่านประวัติศาสตร์จริง ๆ จะเก๊ตเลยว่า นี่คือประโยคที่โคตร Hitler เลย เพราะสมัยนั้น เขาก็ใช้ speech ของเขานี่แหละ ในการจุดชนวนและต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สอง

ถ้าย้อนไปมองหลาย ๆ เหตุการณ์ในอดีต จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่คำพูดของ Hitler ที่ตอกย้ำวลีที่ว่า The pen is mightier than the sword. (งานเขียนและคำพูดมีพลังกว่าการใช้กำลังและความรุนแรง) เท่านั้น ยังมีงานเขียนอีกมากมายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปฏิวัติ หรือสงครามต่าง ๆ เช่น งานเขียนของ Rousseau ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution)

เมื่อตัวหนังสือและคำพูดมีพลังในการครอบงำ เปลี่ยนแปลง และชี้นำความคิดหรือพฤติกรรมคนอ่านได้เหนือกาลเวลา จะเห็นได้ว่า พวก White Nationalists ในหนัง Imporium นี้นั้น กลุ่มที่มีการศึกษา อ่านหนังสือเยอะ เช่น วิศวกร หรือเภสัชกร จะหัวรุนแรงและจริงจังกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับคนจัดรายการวิทยุที่พูดป้อนข้อมูลปลุกระดมและปั่นสมองคนฟังนั่นทุกวัน ๆ อีกทอดหนึ่ง

ปกติเราก็ไม่ค่อยโอเคกับพวกชาตินิยมหรือเหยียดชาติพันธุ์หรอกนะ แต่ระหว่างที่นั่งดู Imporium อยู่ในโรง เราได้เห็นประเด็นนี้มากกว่าด้านเดียว หนังได้สะกิดให้เรานึกถึงอารยธรรมที่จักรวรรดิโรมันนำไปเผยแพร่ในอาณาจักรต่าง ๆ ที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เทียบกับบางประเทศในแถบแอฟริกาที่อารยธรรมยังเข้าไม่ถึง อย่างประเทศเคนย่า ซึ่งทำให้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราได้ถูกโน้มน้าวให้เข้าใจ คิดตาม และแอบเห็นด้วยกับความจริงบางประการของคนกลุ่มนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

โดยสรุป Imporium เป็นหนังสายลับแบบไม่บู๊ แต่ได้ลุ้นเอาใจช่วยพระเอกให้ไม่ถูกจับได้ เนื้อหาอาจไม่เหมาะกับคนทุกคน เพราะเกี่ยวกับระบอบ การเมือง และแนวคิดของคนต่างกลุ่ม โดยเฉพาะ racism และ nationalism รวมถึง Nazi แต่เล่าเรื่องมีชั้นเชิง ที่สำคัญ การแสดงของ Daniel Radcliffe มาไกล… ไกลจนลืมไปเลยว่า เขาเคยเป็น The Boy Who Lived