ค้นหาหนัง

Speed | สปีดเร็วกว่านรก

Speed | สปีดเร็วกว่านรก
เรื่องย่อ : Speed | สปีดเร็วกว่านรก

แจ็ค ตำรวจ L.A. ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนาที่บอกว่ามันได้วางระเบิดบนรถเมล์สายหนึ่ง และจะระเบิดก็ต่อเมื่อรถวิ่งช้ากว่า 50 ไมล์ต่อชั่วโมง เมื่อเขารู้ว่าเป็นรถเมล์ขันไหนเขาก็ขึ้นไปเพื่อจะช่วยเหลือ ทำให้เขาได้เจอกับนางเอกบนรถ เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นยังไง ไปชมด้วยตาตัวเองกัน สนุกแน่นอน

Tags: Action / Adventure / Thriller

IMDB : tt0111257

คะแนน : 7



แม้ Speed จะมาในภาพลักษณ์ของหนังเอาใจผู้ชมหวังรายได้ทางการตลาด แต่เห็นแบบนี้หนังเข้าชิงออสการ์ถึง 3 รางวัล แล้วก็คว้าออสการ์ไปถึง 2 ตัวเลยนะครับ ในสาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และเทคนิคพิเศษทางด้านเสียงยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกันหนังยอดเยี่ยมในดวงใจหลาย ๆ คนอย่าง ShawShank Redemption เข้าชิงถึง 7 รางวัล กลับไม่ได้ออสการ์เลยแม้แต่ตัวเดียว

Speed จัดเป็นหนังม้ามืดที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในวันที่เข้าฉาย เพราะหนังกำกับโดย ยาน เดอ บองต์ ผู้กำกับชาวดัทช์ ที่ยกระดับตัวเองมาจากผู้กำกับภาพที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 30 ปี เคยผ่านหนังระดับคลาสสิกมามากมายแล้ว Die Hard, Basic Instinct, Lethal Weapon 3 แล้วก็เลื่อนขั้นมาเป็นผู้กำกับในเรื่องนี้เรื่องแรก หนังขายชื่อได้เพียง คีอานู รีฟส์ ที่ตอนนั้นเป็นที่รู้จักพอควรแล้ว เพราะมีหนังดังในเครดิตมาหลายเรื่องแล้วเช่น Bill & Ted ทั้ง 2 ภาค My Own Private Idaho, Point Break แล้วก็เล่นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะมาแล้วด้วยใน Little Buddha ส่วนนางเอก แซนดร้า บูลล็อก ในวันนั้นมาในฐานะโนเนมสุด ๆ

กลายเป็นว่า Speed ประสบความสำเร็จเกินคาด หนังใช้ทุนสร้างไปแค่ 30 ล้าน แต่ทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 350 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบอัตราเงินเฟ้อในวันนี้จะเท่ากับ 606 ล้านเหรียญ ผู้มีส่วนร่วมทุกรายล้วนได้รับอานิสงส์จากหนังไปล้วน ๆ ผู้กำกับ ยาน เดอ บองต์ กลายเป็นผู้กำกับขายดี ได้ไปทำหนังทุนสูงขึ้นอย่าง Twister (1996) ซึ่งทำรายได้เกือบแตะ 500 ล้าน แล้วก็ไปสะดุดขาตัวเองล้มกับ Speed 2: Cruise Control (1997) ที่ คีอานู รีฟส์ ก็กำลังขาขึ้นเช่นกัน ไม่ขอกลับมาในภาคต่อ ทำให้หนังเจ๊งเละเทะ ทุนสร้างสูงไปถึง 160 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ทั่วโลกแค่ 164 ล้านเหรียญ ผู้กำกับ ยาน เดอ บองต์ ตอกฝาโลงในฐานะผู้กำกับด้วย Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life (2003) ที่กลายเป็นหนังเจ๊งอีกเรื่อง เป็นคนที่แพ้อาถรรพ์หนังภาคต่อของจริง กลับไปสู่อาชีพผู้กำกับภาพอย่างเดิมดีกว่า